Nemitris อุบัติรักข้ามเวลา (บทที่1)
posted on 29 Jan 2008 00:16 by meemi in Nemitrisเนมิทริส อุบัติรักข้ามเวลา
1...เซนาเรีย
เนมิทริส เป็นนครที่เจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์เหนือกว่านครใด นครแห่งนี้มีแม่น้ำเซนา แม่น้ำสายหลักที่เปรียบเสมือนสายเลือดที่หล่อเลี้ยงนครให้เจริญรุ่งเรืองไหลทอดยาวจากทางเหนือจรดทางใต้และช่วงหนึ่งของแม่น้ำได้ไหลตัดผ่านด้านตะออกของพระราชวังเนมิทริสทำให้พระราชวังถูกแบ่งออกเป็นสอง ด้านตะวันออกและตะวันตกมีตำหนักทั้งหมดสามตำหนัก ตำหนักกลางจะเป็นที่พักของพระราชาและพระราชินีผู้ครองนคร ตำหนักด้านตะวันออกจะเป็นตำหนักของเจ้าชายและเจ้าหญิง ส่วนตำหนักตะวันตกจะเป็นที่ไว้สำหรับแขกบ้านแขกเมืองพัก กล่าวกันว่านครแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองที่สุดในช่วงของราชวงศ์ฟรานเซียส ที่ปกครองโดยกษัตริย์นิโคไลน์ และมีพระราชินีมารีอาเคียงคู่ ทั้งสองพระองค์มีพระราชโอรสที่เก่งกาจทั้งวิชาการและการรบ และพระราชธิดาที่งามพร้อมทั้งคุณสมบัติ รูปสมบัติ
ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องสว่างสีนวลตาราวไข่มุกชั้นเลิศ ในยามวิกาลเช่นนี้เจ้าชายแห่งเนมิทริสและเพื่อนสมัยเด็กยังคงไม่หลับ พวกเขาเดินไปทางแม่น้ำเซนาที่ไหลผ่านวังเนมิทริสซึ่งอยู่ห่างจากตำหนักตะวันออกที่พวกเขาพักอยู่ไปไม่ไกลนัก คืนนี้ทั้งสองหนุ่มก็หมายจะมาว่ายน้ำเล่นอีกตามเคย หากแต่คืนนี้คนที่ลงน้ำมีเพียงอลันเท่านั้นส่วนเรอัสนั่งดูอยู่ใต้ต้นไม้ริมน้ำโดยที่ให้เหตุผลว่า ‘มันหนาว’ จะมีก็แต่เจ้าชายที่ชื่นชอบความหนาวเย็นเท่านั้นล่ะที่ทนได้
“เรอัส แน่ใจหรือว่าจะไม่ลงมาเล่นน้ำด้วยกัน สนุกออกนะเย็นสบายดีด้วย” ชายหนุ่มร่างกำยำสมชายแถมห้อยท้ายด้วยตำแหน่งเจ้าชายรัชทายาทถามเพื่อนที่นั่งดูอยู่ริมน้ำอย่างสบายอารมณ์ เขาเอามือมาเสยผมที่ตกลู่ปิดหน้าปิดตาเพราะเปียกน้ำออก เผยให้เห็นใบหน้าคมคายได้รูปชวนมองในสายตาสาวๆ แม้ยามนี้จะอยู่ในน้ำแต่ความสง่างามของเขาก็ไม่ได้ลดลงเลย ชายผู้นี้ก็ถือได้ว่าเป็นหนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งในนครเลยก็ว่าได้ หญิงสาวทั้งนอกและในนครต่างมุ่งหวังว่าจะได้เป็นพระชายาของเจ้าชายรัชทายาทพระองค์นี้
“ขอผ่านดีกว่าอากาศเย็นแบบนี้ให้ว่ายน้ำตอนกลางวันยังพอทนจะให้ว่ายตอนกลางคืนบอกตรงๆ ยังไม่อยากหนาวตายนะ” คนตอบพูดกลั้วหัวเราะทำเอาคนชวนเริ่มเสียอารมณ์เลยว่ายน้ำเข้ามาหาเอาแขนท้าวตลิ่ง
“ว่ายน้ำตอนกลางคืนออกจะเย็นสบาย ถ้านายไม่อยากจะลงน้ำแล้วจะมาตามคำชวนของฉันทำไม ใจจริงฉันอยากชวนน้องหญิงมาด้วยแต่ติดว่าเธอกำลังป่วยเป็นไข้เลยให้พักผ่อนน่าเสียดายจริง” เจ้าชายยังคงบ่นต่อ
ขณะที่กำลังคุยเพลินนั้นเองก็มีของบางอย่างหล่นลงมาจากเบื้องบนและตกลงสู่แม่น้ำถัดจากเจ้าชายไปเพียงเมตรเศษ อลันที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลจึงรีบว่ายเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงได้เห็นว่าน้ำบริเวณนั้นมีเลือดปนอยู่ด้วยแผ่ขยายออกมา
“ฉันจะลองดำลงไปดูก่อน นายคอยเฝ้าอยู่ตรงนั้นให้ดีเผื่อจะมีอะไรไม่ชอบมาพากล” เมื่อสั่งเสร็จคนสั่งก็สูดอากาศเข้าปอดลึกๆ หนึ่งทีก่อนจะดำลงไปดูใต้น้ำ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมไม่อำนวย ยามดึกสงัดเช่นนี้จะมองเห็นได้ก็ต้องอาศัยแสงจันทร์นำทางเพียงอย่างเดียวจึงทำให้ลำบากในการมองหา จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ภาพของหญิงสาวที่กำลังลอยอยู่ในน้ำ เขารีบว่ายเข้าไปหาและพาขึ้นสู่เหนือน้ำอย่างรวดเร็ว
“เรอัส!” เจ้าชายอลันตะโกนเรียกเพื่อน พลางพยุงร่างของหญิงสาวเข้าฝั่ง คนถูกเรียกก็รีบเข้าช่วยเหลืออย่างไม่รอช้า ร่างบางถูกนำขึ้นจากน้ำและวางลงบนพื้นดินอย่างแผ่วเบา
“ไม่หายใจแล้ว” เรอัสพูดขึ้นหลังจากจับชีพจร กับตรวจลมหายใจของหญิงสาว
“ฉันจัดการเอง” พูดจบอลันก็รีบปฐมพยาบาลสาวนิรนามทันที หรือที่ปัจจุบันเรียกการปฐมพยาบาลนี้ว่า ‘ผายปอด’ จนในที่สุดหญิงสาวก็รู้สึกตัวสำลักน้ำออกมาอึกใหญ่
“เป็นยังไงบ้าง” เสียงแรกดังมาจากชายผู้ช่วยชีวิต
คำถามถูกยิงมาจากคนไม่คุ้นหน้า แต่คนเพิ่งได้สติไม่ทันตอบก็สลบไปอีกครั้ง สองหนุ่มจึงรีบพาสาวนิรนามคนนี้ไปพักที่ตำหนักตะวันออกก่อน
“เป็นยังไงบ้างท่านหมอ” เจ้าชายถามขึ้นเมื่อเห็นหมอหลวงเดินออกมาจากห้อง
“ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้วพะย่ะค่ะ แต่ว่าบาดแผลของนางสาหัสเอาการ เป็นแผลที่แปลกมากคล้ายถูกธนูยิงแต่ก็ไม่ใช่ ต้องเปลี่ยนผ้าพันแผลทุกวันเพื่อป้องกันแผลอักเสบ”
“อืม ไปได้แล้วขอบใจมาก” เจ้าชายเอ่ยหลังจากสิ้นเสียงรายงาน
“จะดีหรือที่ให้หญิงสาวไม่มีหัวนอนปลายเท้าพักในปราสาท อาจจะเป็นพวกข้าศึกก็ได้นะอลัน” เสียงนี้ดังมาจากกุนซือคนสนิท
“ฉันคิดว่าเธอไม่น่าจะเป็นข้าศึกหรอก เพราะจากจุดที่เราเจอเธอหล่นมาจากท้องฟ้านะ แล้วไหนจะบาดแผลนั่นอีก ไม่คิดหรือว่ามันแปลกไม่น่าจะเกิดจากอาวุธที่คนเขาใช้กันทั่วไป บาดแผลที่เกิดจากพลังเวทย์ก็ไม่ใช่แบบนี้ ฉันว่าเราน่าจะลองถามจากเจ้าตัวดูแต่คงต้องรอเธอฟื้นเสียก่อน” อลันตอบอย่างวิเคราะห์
“ทำอะไรกันอยู่น่ะทั้งสองคน” เสียงใสดังมาจากข้างหลังเรียกให้สองหนุ่มหันไปมองตามเสียง
“อลิซเธอมาทำอะไรที่นี่ ตอนนี้ควรจะไปนอนพักนะ อย่าลืมสิว่าเธอยังป่วยอยู่” อลันเอ่ยถามเด็กสาวที่เดินมาใกล้ เธอใส่ชุดลำลองสีขาวที่ทำจากผ้าไหมชั้นดีสมฐานะเจ้าหญิงแห่งเนมิทริส ผมสีดำสนิทของเธอยาวตรงถึงเอว ใบหน้ารูปไข่ของเธอมีผมม้าปรกหน้าผากเข้ากันกับเครื่องหน้าที่สวยได้รูปและนัยน์ตาสีนิลได้ดีทีเดียว
“พี่มีสิทธิ์มากำหนดตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าจะให้ฉันนอนหรือไม่นอน” น้องสาวตอบกลับด้วยเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับมุ่นหัวคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
“เอาเถอะน่า นี่ก็ดึกแล้วเจ้าหญิงกับเจ้าชายอย่าเพิ่งมาทะเลาะกันตอนนี้เลยเดี๋ยวคนอื่นๆ ก็ตื่นกันทั้งปราสาทหรอก” เรอัสห้ามทัพด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เพราะสองพี่น้องคู่นี้เจอกันทีไรเป็นต้องทะเลาะเพราะเจ้าพี่ชายอดแสดงความรักที่มีต่อน้องสาวไม่ได้ แต่ฝ่ายน้องสาวเรียกการแสดงออกนี้ว่า ‘แกล้ง’
“เห็นแก่เรอัสนะจะยกให้สักครั้ง ว่าแต่พวกพี่มายืนคุยอะไรกันตรงนี้น่ะ เมื่อครู่ก็เห็นหมอหลวงเดินออกไปหลังไวๆ ด้วย มีใครเป็นอะไรเหรอ หรือว่าไม่สบายเพราะไปว่ายน้ำเล่นกัน” เด็กสาวว่าไปเรื่อยแต่ทั้งสองหนุ่มก็มองหน้ากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“พอดีพี่เก็บของน่าสนใจมาได้น่ะ กะว่าจะเซอร์ไพรส์น้องสาวที่น่ารักของพี่พรุ่งนี้อยู่พอดีมารู้ก่อนเสียได้” พี่ชายพูดพลางทำหน้าทะเล้นใส่อย่างอารมณ์ดี ทำเอาน้องสาวที่น่ารักคนนี้อยากจะมอบคมดาบให้เป็นรางวัล
“เซอร์ไพรส์เหรอ?” น้องสาวทวนคำพร้อมกับมุ่นคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เอาไว้พรุ่งนี้แล้วพี่จะบอก วันนี้ทูนหัวไปนอนก่อนนะคะ” พี่ชายบอกน้องสาวพลางเอื้อมมือไปจับให้หันหน้ากลับไปทางห้องนอนของเธอที่อยู่ด้านตะวันออกของปราสาทที่พวกเขาอยู่พร้อมออกแรงดันให้เดินไป เรอัสมองทั้งคู่เดินห่างออกไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปสั่งอะไรบางอย่างกับทหารที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องของแขกผู้มาใหม่แล้วจึงเดินตามทั้งคู่ไป
“อลัน ฉันไปนอนก่อนก็แล้วกันนะ” เรอัสบอกเพื่อนเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องของตน
“อืม แล้วเจอกันพรุ่งนี้” อลันบอกเพื่อน
“ราตรีสวัสดิ์นะเรอัส” อลิซพูดขึ้นบ้าง
“เช่นกันครับเจ้าหญิง” เรอัสตอบอย่างทีเล่นทีจริงก่อนจะเดินเข้าห้องของตนไป
“อลิซ เราก็ไปนอนกันเถอะ” อลันหันไปบอกน้องสาวของตนบ้างก่อนจะพาเดินเลยห้องของตนที่อยู่ติดกับห้องของเรอัสไปที่ห้องถัดไปอีกห้อง
“แล้วพี่จะเข้ามาห้องฉันทำไมน่ะ” เด็กสาวพูดหัวคิ้วมุ่นขึ้นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ
“พี่ก็จะมากล่อมน้องสาวที่น่ารักให้นอนหลับฝันดีน่ะสิจ๊ะ” พี่ชายเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทะเล้น ได้ยินเพียงเท่านั้นล่ะน้องสาวที่น่ารักก็ทนไม่ได้ขึ้นมาทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็รับนี่ไปเป็นของตอบแทนความหวังดีก็แล้วกันนะ” เด็กสาวคว้าดาบประจำกายที่เมื่อครู่วางลืมไปบนเตียงและวิ่งไล่ฟันเจ้าพี่ชายที่หวังดีอยากกล่อมไม่รู้จักเวล่ำเวลาอย่างหมั่นไส้ คนเป็นพี่ก็หลบคมดาบได้อย่างชำชองสี่ห้าครั้งก่อนจะวิ่งไปที่ประตู
“ดูท่าทางทูนหัวคงไม่ต้องให้พี่กล่อมแล้ว ถ้าอย่างนั้นพี่ไปนอนก่อนก็แล้วกันนะจ๊ะ” อลันพูดก่อนจะออกจากห้องไปทิ้งให้น้องสาวยืนหอบเล็กน้อยก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มและหลับไป ณ ห้องพักที่อยู่อีกด้านของปราสาท
หญิงสาวที่หลับอยู่ใบหน้าซีดขาวเนื่องจากเสียเลือดไปมากกำลังกระสับกระส่ายเพราะพิษไข้ และฝันร้ายถึงเรื่องที่เพิ่งเจอมาก่อนจะตกใจตื่น
‘ที่นี่ที่ไหนกันนะ แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน หรือว่านี่คือโลกหลังความตาย’ เธอกวาดสายตามองไปทั่วห้องอย่างงุนงงระคนตกใจ ห้องที่ไม่คุ้นเคยถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ดูหรูหรามีราคาเหมือนของโบราณ เธอค่อยๆ ยันตัวให้ลุกขึ้นนั่งแต่ก็รู้สึกเจ็บที่แผลจึงต้องตัดใจล้มตัวลงนอนต่อ
ในยามนี้ภายในห้องมืดสนิทมีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องมาจากข้างนอกเพียงอย่างเดียวที่ช่วยให้มองรายละเอียดภายในห้องได้ชัดเจนขึ้น เซร่าเริ่มสำรวจชุดที่ตัวเองใส่อยู่แต่ก็ต้องแปลกใจเล็กน้อยเพราะเป็นชุดที่ดูรุ่มร่ามอย่างกับชุดเจ้าหญิง เธอไม่ทันได้คิดอะไรไปมากกว่านี้บาดแผลที่ได้รับก็เริ่มปวดขึ้นเพราะฤทธิ์ยาแก้ปวดหมดเสียแล้ว เซร่าจึงนอนพักเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ในตอนที่กำลังเคลิ้มหลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาทางประตู
คนที่ไม่ได้รับเชิญมุ่งตรงมายังเตียงที่เซร่านอนอยู่และบีบคอเธออย่างแรงหมายจะให้ขาดใจตาย ด้วยกำลังของหญิงสาวตอนนี้ไม่อาจจะต้านทานใดๆ ได้แต่ดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน เมื่อใกล้จะหมดลมกลับมีเสียงเปิดประตูเข้ามาอีกครั้ง ทำให้คนร้ายไหวตัวรีบหนีออกไปทางระเบียงอย่างรวดเร็ว
“เธอเป็นอะไรไป” เสียงอลันดังขึ้นเมื่อเข้ามาเห็นสภาพหญิงสาวบนเตียงที่ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ เม็ดเหงื่อผุดพรายออกเต็มใบหน้า เขารีบตรงเข้าไปเพื่อดูอาการก็เห็นรอยช้ำเหมือนโดนบีบคอ
“ใครทำเรื่องแบบนี้ในปราสาทของเรากัน” เจ้าชายอลันเอ่ยอย่างฉุนเฉียว เซร่ามองไปยังบุรุษตรงหน้าจนภาพที่เห็นค่อยๆ พร่าเลือนหมดสติไปในที่สุด อลันเกรงว่าจะมีคนร้ายเข้ามาทำร้ายหญิงสาวคนนี้อีกจึงนั่งเฝ้าดูอยู่ข้างๆ
เสียงนกขับขานกับแสงสว่างที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้องเล็กน้อยทำให้รู้ว่าเป็นเวลาเช้าแล้ว ร่างบางปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้าเนื่องจากยังไม่ชินกับแสงสว่าง แต่ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นมันยิ่งกว่าไม่ชินเสียอีก
โครม! บุรุษแปลกหน้าที่กำลังนอนหลับอย่างสบายอยู่ข้างเธอทำให้ตกใจจนร้องไม่ออกเผลอผลักคนตรงหน้าตกเตียงแทบจะในทันทีที่ตั้งสติได้ และรีบลุกพรวดขึ้นนั่งทำให้กระเทือนถูกแผลเก่าจนหน้าเบ้ไปเล็กน้อยพลางเอามือขึ้นมาคลำแผลเบาๆ
“โอ๊ย...อะไรกันเนี่ย” คนเพิ่งตื่นลุกขึ้นคลำหัวที่เพิ่งกระแทกพื้นไปพร้อมกับโอดครวญ แต่พอเงยหน้าขึ้นมองไปบนเตียงเห็นหญิงสาวที่ตนเก็บมาได้จากแม่น้ำก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าทำไมตนจึงตกจากเตียง
“ฟื้นแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้างยังเจ็บแผลอยู่อีกไหม” คำถามถูกยิงมาจากเจ้าชายเมื่อเขาลุกขึ้นยืนทำท่าปัดฝุ่นออกจากตัว
‘กินนมต่างข้าวหรือไงถึงได้สูงขนาดนี้’ เซร่าคิดในใจเมื่อมองคนตรงหน้าได้ถนัดตาขึ้น โดยไม่สนใจที่จะตอบคำถามของคนตรงหน้า
“นี่เธอ ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือไง หรือว่าไม่เข้าใจภาษาที่ฉันพูด” คนถามชักฉุนที่ไม่ได้คำตอบ
‘ฟังน่ะพอจะเข้าใจอยู่หรอก แต่ไม่อยากจะตอบนี่’ เซร่าคิดพลางนิ่วหน้าเล็กน้อย
“หรือว่าเธอพูดไม่ได้” อลันยังคงถามต่อ
‘ตามน้ำมันเลยแล้วกัน’ เซร่าพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ
“อย่างนั้นหรอกเหรอ แล้วเธอชื่ออะไรล่ะ”
‘ตกลงนายนี่เข้าใจจริงรึเปล่ากันแน่นะ อุตส่าห์ตอบไปว่าพูดไม่ได้ยังมาถามชื่ออีก’ เซร่าเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างเล็กน้อยแล้วแต่ก็ยังส่ายหน้าแทนคำตอบที่หมายความว่า “ไม่มีกระดาษเขียน” อีกคนดันแปลไปอีกอย่าง
“นี่เธอไม่รู้ชื่อตัวเองด้วยเหรอ สงสัยจะความจำเสื่อมแน่ๆ ถ้าอย่างนั้นฉันตั้งชื่อให้เธอเองก็แล้วกัน”
‘…’ ไม่รู้จะคิดยังไงแล้ว แถมมาอาสาตั้งชื่อให้เองเสร็จสรรพคนโดนเหมาว่าความจำเสื่อมจึงได้แต่ทำสีหน้าอ่อนใจออกมาแทน
“อืม...ฉันเก็บเธอได้ที่แม่น้ำเซนา ถ้าอย่างนั้น เธอก็ชื่อเซนาเรียก็แล้วกัน”
‘ไอ้คำว่าเก็บเนี่ยแน่ใจเหรอว่าใช้กับคนน่ะ’ เซร่าคิดอย่างไม่พอใจแต่ก็ยอมรับชื่อใหม่ไปอย่างช่วยไม่ได้
To Be Continue...
edit @ 29 Jan 2008 01:32:36 by meemi